รายละเอียดโปรแกรม Maintenance MIX Management  
 

 

  ฐานข้อมูลเครื่องจักร
  ระบบบริหารงานบำรุงรักษา
  ระบบบริหารงานคลังพัสดุ
  ความง่ายในการใช้งาน
  ติดต่อกับเรา
 

 

Maintenance MIX Management หัวใจของการซ่อมบำรุง หัวใจของ SIMMPRO

  ขอขอบคุณทุกท่านที่ใว้วางใจ นำระบบ Simmpro เป็นส่วนหนึ่งของ ระบบงานของท่าน ท่านสามารถเสนอแนะความเห็นได้ที่ webboard ของเรา หรือโทรสอบถามข้อมูล เพิ่มเติมที่ 09-678-2999 กิตติภพ พรณะศรี
 



 

สวัสดีครับ กลับมาพบกันอีกครั้ง คราวนี้เราจะมาพูดกันถึงเรื่อง Maintenance MIX Management (MMM) หลายคนคงจะไม่ค่อยคุ้นกับคำนี้ซักเท่าไหร่ ก็จะไปคุ้นได้อย่างไรละครับ เพราะทฤษฎีนี้ ทางเราเป็นผู้คิดค้น และกำหนดบัญญัติขึ้นมา โดยมีจุดมุ่งหวังที่จะทำให้ "เรื่องง่ายๆ กลายเป็นทฤษฎี" ที่กล่าวแบบนี้ ขอให้ติดตามอ่านต่อไปนะครับ จะเห็นว่า เรื่องหมูๆ ทำไมมันง่ายขนาดนั้น Maintenance MIX Management นี้ ถือว่าเป็นต้นกำเนิด ของการจัดสร้างโปรแกรมเพื่อการบริหารระบบงานซ่อมบำรุงเครื่องจักร SIMMPRO เลยก็ว่าได้ เป็นทั้งหัวใจ ปอด ตับ ไต ไส้ พุง ของโปรแกรมเรา

เมื่อกล่าวถึงทฤษฎีการบริหารระบบงานซ่อมบำรุงนั้น คงเป็นที่ปวดหัวโดยทั่วกัน 5555+ เพราะเราจะพบกับ หัวเรื่องมากมาย ทั้งที่เกี่ยวโดยตรง เกี่ยวโดยอ้อม หรือที่อยากจะเกี่ยว (ทั้งๆที่บางทีมันไม่น่าเกี่ยว) ถ้าคิดยังไม่ออกก็ให้นึกถึง TPM ISO KPI ทฤษฎีความน่าเชื่อถือของเครื่องจักร เทคนิคการบำรุงรักษาเครื่องจักรด้วยตนเอง ( Operator Driven Reliability ) การจัดทำงบประมาณเชิงรุก สำหรับหน่วยงานบำรุงรักษา และอีกสารพัด สาระเพ ที่จะคิด จะค้น จะสร้างความมึนงง ให้เกิดขึ้น กับหน่วยงานที่ แค่จะทำการซ่อมเครื่องให้เสร็จอย่างเดียว ก็งงหัวหมุนไปหลายรอบแล้ว ยังจะต้องมาจดจำ มาทำ มาดู เรื่องพวกนี้อีก

บางทฤษฎี บางเรื่อง ต้นกำเนิดเขาคิดเขาค้นได้อย่างดี แต่พอตกถึงท้องคนไทยล่ะก็ กลับกลายเป็นบัวแล้งงงงงงน้ำ ตายตกไปตามกันมากมาย เอาอย่างง่ายๆนะครับ KPI ( Key Performance Indicators ) ญี่ปุ่นเขาคิด เพื่อที่จะได้หาค่าตัววัดกระบวนการ ย้ำนะครับ วัดกระบวนการ ไม่ได้วัดแผนก วัดฝ่าย วัดจัดซื้อ วัดงานบุคคล เขาวัดกระบวนการ กระ......บวน......การ.... นั่นหมายความว่า KPI ที่ดี ต้องมี ตัวตั้งกับตัวหาร ซึ่งตัวตั้งก็เป็นความรับผิดชอบ ของแผนกหนึ่ง หารด้วย ตัวหาร ก็คือความรับผิดชอบของอีกแผนกหนึ่ง ซึ่งทำงานเกี่ยวข้องกัน มีผลต่อกัน และ KPI ของท่านล่ะ มีแต่ตัวตั้งใช่มั๊ย (สามารถออกใบสั่งซื้อได้100ใบต่อเดือน) 555+ มันไปวัดอะไร กระบวนการต้องวัดระหว่างแผนกที่เกี่ยวข้องกัน ไม่ใช่ ต่อเดือน ต่อปี ต่อใบ หรือต่ออะไรต่อมิอะไร ดังนั้น ไม่น่าแปลกใจ ที่ผู้คิดค้นระบบKPI จากญี่ปุ่น จะต้องมาคว้านท้อง ฮาราคิรี ที่เมืองไทยซะงั้น เหตุที่บอกแบบนี้เพราะ เราทำใจยอมรับความง่าย มากกว่า จะยอมรับความจริง (เหมือนตอนยอมรับรัฐบาล นอมินีนี่แหละ 5555+)

กล่าวไปมาซะนอกเรื่อง คงเพราะความเก็บกด ที่ถูกกำหนดให้เขียนแค่อาทิตย์ละเรื่อง ทั้งๆที่อยากจะเขียน วันละ30เรื่อง เพราะเวลาอยากจะทำอะไร มาถูกอั้น ถูกบีบ มันก็จะเก็บกด กดเก็บ เก็บเก็บ กดกด อยู่นั่นแหละ เอาอย่างนี้ดีกว่าครับ เรามาเริ่มกันเลย(กำ โม้มาตั้งนาน จะเริ่มแล้วนะ......)

Maintenance MIX Management จะมองระบบซ่อมบำรุงออกเป็น 3 หัวข้อ คือ

BM (การเสียฉุกเฉิน) หมายถึงงานซ่อมบำรุง ที่ได้รับการแจ้งซ่อมเข้ามา ผ่านระบบใบแจ้งซ่อม และทำการซ่อมผ่านระบบใบสั่งซ่อม ไม่ว่าจะเป็นการเสียที่ทำให้เครื่องจักรหยุดโดยสิ้นเชิง หรือสามารถใช้งานต่อไปได้ แล้วค่อยทำการซ่อมภายหลัง ทั้งหมดจะถูกรวมอยู่ใน BM

PM (การบำรุงรักษาเชิงป้องกัน) หมายถึง งานบำรุงรักษาที่ออกจากแผนงาน PM ทั้งหมด ที่หน่วยงานวิศวกรรม (ซ่อมบำรุง) เป็นผู้กำหนดแผน ไม่ว่าจะเป็นแบบ TIME BASE (ใช้คาบเวลา) CONDITION BASE (ใช้สภาพ) หรือ PREDIC (ใช้ค่าหน่วยวัด) ทั้งหมดจะรวมเรียกว่า PM

CM (การบำรุงรักษาเชิงปรับปรุงแก้ไข) หมายถึงงานที่หน่วนงานวิศวกรรม(ซ่อมบำรุง) ทำการปรับปรุง ดัดแปลง แก้ไข เครื่องจักร หรืออุปกรณ์ ให้มีความคงทนมากขึ้น ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น อันนี้จะรวมหมด ไม่ว่าจะเป็น MP ( Maintenance Prevention ) หรือ อื่นๆที่เรียกกัน งานบำรุงรักษาโดยการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงสภาพ จะถูกรวมเรียกว่าเป็น CM

BM PM และ CM จะมีผลเกี่ยวเนื่องกัน และมีผลซึ่งกันและกัน การบริหารแบบ Maintenance MIX Management จะมองการซ่อมบำรุงทั้ง 3 ส่วน ที่มีผลต่อค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเครื่องจักร หรือเรียกว่า "ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษา" และจะทำการผสม ผสาน ให้การบำรุงรักษาเครื่องจักร ให้เกิดค่าใช้จ่ายที่เหมาะสมที่สุด ผมบอกว่า ให้เกิดค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาให้เหมาะสม ไม่ใช่ให้น้อยที่สุด เพราะ ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการบำรุงรักษา เป็นเพียง ค่าใช้จ่ายด้านเดียว เราต้องคำนึงถึง ค่าใช้จ่ายด้านอื่นๆด้วย เช่น ค่าสูญเสียจากการไม่สามารถผลิตสินค้า ค่าสูญเสียจากการสต็อกอะไหล่ ค่าสูญเสียและค่าเสียโอกาสอื่นๆในกระบวนการ ทั้งหมดคือค่าใช้จ่าย ดังนั้นในหน้าที่ของหน่วยงาน ผู้ที่มีความรับผิดชอบในการบำรุงรักษาเครื่องจักร จึงต้อง "คำนึงถึงค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาให้เหมาะสม"

เครื่องมือที่จะทำ ผสม ค่าใช้จ่ายที่กล่าวถึงข้างต้น จะมีอีก 2 ตัว ซึ่งถือว่าเป็นพระเอกเลยก็ได้ เพราะที่เราต้องใช้โปรแกรม SIMMPRO ก็เพราะต้องการหา พระเอกทั้ง2ตัวนี้ การที่จดลงสมุด หรือจำเอา คงเจอแต่พระรองแทนพระเอกแน่ๆ (จริงๆแล้วมีพระเอก 3 ตัว คือ MTBF MTTR และ MTTF ) แต่อยากจะใช้แค่2 ใครสนจะใช้3 ก็ตามใจ (ฮิๆมันเป็นเรื่องของท่านไม่ใช่ของผม)

Mean Time Between Failures (MTBF) ถ้าเราจะพูดให้เข้าใจง่าย ก็คือ ระยะเวลาเฉลี่ย ที่เครื่องจักรจะเสีย เช่น เครื่องจักรเดิน100 ชั่วโมง เสียมา2ครั้ง ค่า MTBF ก็คือ (100/2) =50 คือ เครื่องจักรมีค่าเฉลี่ยที่จะเสียทุก 50 ชั่วโมงที่เดินเครื่อง

Mean Time to Repair (MTTR) คือ ค่าระยะเวลาเฉลี่ย ต่อการเข้าไปซ่อมเครื่องจักรต่อครั้ง เป็นค่าเฉลี่ยของเวลาการซ่อมเครื่องจักร เช่นว่า มีการซ่อมเครื่องจักร 3 ครั้ง ครั้งแรกใช้เวลา 30 นาที ครั้งที่2 ใช้เวลา 60 นาที ครั้งที่3ใช้เวลา 30 นาที ค่า MTTR คือ (30+60+30)/3 ซึ่งก็คือ 40 นาที (คือเฉลี่ยแล้วเครื่องจักรจะใช้เวลาในการซ่อม 40 นาที/การเสีย 1 ครั้ง)

Mean Time To Failure (MTTF) คือ ค่าระยะเวลาที่เครื่องจักรหยุด เนื่องจากการเสีย จนสามารถกลับไปเดินเครื่องใหม่ได้ อันนี้เป็นเวลารวมหมด ตั่งแต่เครื่องหยุดเดิน จนเครื่องจักรสามารถเดินได้ ซึ่ง MTTF ก็คือ MTTR+DOWN TIME อื่นๆ(เพราะ MTTR จะคิดเฉพาะเวลาที่เข้าไปซ่อมเครื่องจักรเท่านั้น)

มาถึงตรงนี้ ก็คงจะปวดหัวเวียนเกล้า อย่าว่าแต่เราปวดหัวเลย ฝรั่งมังค่ายังเถียงกันสนั่นเวป เพราะ ค่าทั้ง3 ตัว จะนำไปพ่วงกับ OEE ของเครื่องจักร คราวนี้แหละ การชำแหละเวลา ว่าจะคิดค่าเวลาจากไหนถึงไหน คิดไงถึงถูก เพราะมีพารามิเตอร์เยอะเหลือเกิน ทฤษฎีของญี่ปุ่นว่าอย่าง ของฝรั่งว่าอีกอย่าง (ของไทยไม่ว่าซักอย่าง) ผมจึงอยากให้ท่านได้สนใจในเรื่องนี้บ้าง แต่ไม่ต้องเครียดว่า ทำไมๆๆๆๆๆๆๆ ไม่วัดแบบนี้ๆๆๆๆๆ อะไรทำนองนี้ ซึ่งผมได้เกริ่นใว้ก่อนแล้วว่า ผมจะใช้พระเอกแค่2ตัว ใครอยากจะ3 ตัว ก็ตามสบายครับ

มาถึงตรงนี้ สำหรับผู้ใช้โปรแกรม SIMMPRO ก็จะทราบค่า MTBF MTTR MTTF ได้จากหน้ารายงานของโปรแกรมแล้ว ดังนั้นก็ข้ามไป แต่สำหรับผู้ที่ยังติดข้อสงสัย ผมขออธิบายดังนี้ครับ

ในหน้าจอการบันทึกผลหลังการซ่อม ของโปรแกรม SIMMPRO จะมีการให้บันทึกค่าเวลาอยู่ 2 ส่วนดังนี้

1 เวลาที่เริ่มซ่อม ............. เวลาที่ซ่อมเสร็จ ...........

2 เวลาที่เครื่องหยุด ................ เวลาที่เครื่องเดิน ...............

2 ค่าเวลานี้จำเป็นต้องกรอกทุกครั้งนะครับ เพราะ SIMMPRO จะนำค่าเวลาพวกนี้ไปคำนวณ ค่า MTBF MTTR และ MTTF เพื่อนำมาประมวณผลต่อไป

แล้วจะบริหารแบบ Maintenance MIX Management ได้อย่างไร

อย่างที่บอกแต่ต้นเลยครับ ว่าเราจะเอาเรื่องง่ายมาทำทฤษฎีกัน ดังนั้นผมขออนุญาติที่จะไม่ใช้คำย่อให้ท่านเวียนฮาร์ท ปวดเฮด ไปมากกว่านี้ หลักกการ Maintenance MIX Management นั้น จะดูจาก

1) เครื่องจักรตัวไหน มีค่าเฉลี่ยการเสียต่อครั้งต่ำ คือ เดินได้ไม่กี่ชั่วโมงก็เสีย หรือเรียกว่าเสียบ่อยๆ ขอให้ท่านทำการวิเคราะห์การเสีย ซึ่งดูจาก สาเหตุการเสีย และ วิธีการแก้ไข (SIMMPRO ก็มีให้อีกนั่นแหละ) และ ทำการปรับปรุงแผน PM เครื่องจักรตัวนั้นใหม่ ให้ครอบคลุม สาเหตุการเสีย ให้หมด และติดตาม ค่าเฉลี่ยการเสียของเครื่องจักร นั้นว่า จะมีค่าเฉลี่ยการเสียที่สูงขึ้นหรือไม่ คือ จะเดินได้นานขึ้นหรือไม่

2) เครื่องจักรตัวไหน ที่มีค่าเวลาเฉลี่ยในการซ่อมสูง คือ ต้องใช้เวลาในการซ่อมนานเมื่อเกิดการเสียต่อครั้ง ก็ขอให้ท่านพิมพ์ ปัญหาและสาเหตุการเสียอีกนั่นแหละ นำมาวิเคราะห์เหมือนเดิม และให้ทำการ CM เครื่องจักรตัวนั้น เน้นนะครับว่า CM คือหาทางปรับปรุงแก้ไข ให้คงทน ยาวนานขึ้น การทำ CM สามารถทำได้ 2 ส่วนนะครับ ดังนี้ การทำ CM เครื่องจักร สมมุติว่า เครื่องจักรตัวหนึ่งมีค่าเฉลี่ยเวลาในการซ่อมสูง สาเหตุมาจาก สายพานภายในขาด การถอดประกอบเพื่อเปลี่ยนสายพาน ต้องใช้เวลานาน อันนี้ ท่านสามารถคิดปรับปรุงโดยอาจใช้ระบบสายพานคู่แทนสายพานเดี่ยว เปลี่ยนสายพานเป็นระบบโซ่ และหรืออืนๆอีกมากมาย และ 2 คือการทำ CM คน อันนี้ผมหมายถึงกระบวนการซ่อม เพราะที่ซ่อมนานอาจจะเกิดจาก DOWN TIME อื่นๆ การเบิกของ สมรรถนะในการซ่อมของคนซ่อม และก็อื่นๆอีกมากมายเหมือนเดิม ซึ่งข้อมูลทั้งหมดก็นำมาจาก SIMMPRO นั่นแหละ (อันนี้ขายของ555+)

3 เครื่องจักรตัวไหน ไม่มีความแน่นอนในการเสียเลย เราเรียกว่าเสียสุ่มๆ อันนี้มีเยอะ อาจจะเยอะกว่าทุกปัญหาของเครื่องจักรเลยก็ได้ การแก้ไข ขอให้พิจรณาเป็น 2 แบบ ดังนี้ครับ

3.1 เสียสุ่มๆ แต่ซ่อมแปปเดียว งานนี้ไม่บอกก็ทราบด้วยสัญชาติญาณ วิศวกร ว่าต้อง PM ครับ กลับมาดูแผน PM เดิม ว่าทำได้ดีแล้วหรือยัง(คนนะครับที่เข้าไปทำPMทำได้ดีหรือยัง)ถ้าหาเหตุไม่ได้ ก็ต้องกินยาทำใจไปนะครับ

3.2 เสียสุ่มๆ แต่ซ่อมนานมาก....... ทุกปัญหามีทางออก ข้อ2เลยครับ ท่องนะโม CM นะโม CM เลย

เห็นมั๊ยครับ ว่าทฤษฎีตรงนี้มันง่าย แต่ลึกซึ้งนะครับ เพราะการที่เราจะสามารถแก้ปัญหาที่ต้นเหตุสักปัญหาหนึ่ง จำเป็นต้องใช้ วิทยาการ ความรู้ การมีไหวพริบ และรวมถึงการได้มาซึ่งข้อมูลที่ถูกต้อง ซ้ำยังนับไปถึงการนำเสนอเพื่อขอให้เกิดความร่วมมือในการแก้ปัญหานั้นๆ ทั้งจากลูกน้องและเพื่อนแผนกอื่นๆ ทริปเล็กๆน้อยๆพวกนี้มีเยอะ แล้วผมจะเล่าให้ฟังภายหลังนะครับ วันนี้เอาหัวใจไปก่อน ตับ ไต ใส้ พุง ยังมีอีกเยอะ ค่อยๆชำแหละ กันต่อ

ยังมีอีกเยอะครับ เพราะเรายังไม่ได้ว่าไปถึง Maintenance MIX Management จะทำให้เกิดการควบคุมค่าใช้จ่าย ในการซ่อมบำรุงเครื่องจักรให้เหมาะสมได้อย่างไร คอยติดตามนะครับ

และเพื่อแสดงความขอบคุณที่ท่านได้อ่านมาถึงตรงนี้ โปรดกรุณาแสดงความคิดเห็นของท่าน โดยคลิกที่ด้านล่างท้ายบทความนะครับ เพราะอย่างน้อยที่สุด ก็แสดงว่า ผมไม่ได้บ้าอยู่คนเดียว 5555+ ขอบคุณครับ

บันทึกท้ายบทความ : วันนี้ยังไม่ประกาศนโยบายรัฐบาล ต้องรอวันจันทร์ ที่18 กุมภานี้ แต่สิ่งที่เห็น ท่านรัฐมนโทแต่ละท่าน ได้โอ้อวดสรรพคุณโดยการแสดงความ กร่างงงงงง อย่าไม่สนใจและดูถูกผู้คนในประเทศนี้ บ้างก็ว่าจะฮุบสื่อ มรึงจาทำไม กรูติดคุกมาแล้วยังได้เป็นรัฐมนโท...เพราะฉะนั้น อย่าแหย่ม การบอกให้คนไข้กินดอกไม้จันทร์แทนยา การเอาองค์คุลีมารมาเหยี่ยบย่ำ ว่าใครๆก็เป็นได้ (เวรเอ๋ย 2500 กว่าปี มีองค์คุลีมารแค่องค์เดียว) รัฐมนโทที่ดูแลการคลังก็เป็นหมอ......(บางทีก็ไม่ใช่หมอแต่เป็น......มา) ทั้งหมดนี้ล้วนอนิจัง สังเวช ผมแสดงความเห็น ก็เพราะผมเป้นคนไทย(อยากลาออกแต่ลาออกไม่ได้ อิอิ) นั่นหมายความว่า ผมก็เป็นเจ้าของประเทศ ใครที่อยู่นิ่งๆเฉยๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ผมขอแนะนำให้ท่านย้ายไปอยู่ อเมริการหรือเอธิโอเปีย แล้วแต่ท่านจะเลือก... เพราะที่นั่น ท่านจะได้เป็นแค่ผู้อาศัย ใครจะทำไรกับประเทศก็ช่าง เพราะท่านเป็นผู้อาศัย ที่หาผลประโยชน์จากประเทศนั้น นั่นเอง...อาเมน..

แสดงความเห็นเกี่ยวกับบทความนี้....คลิก

 

Home       Support       Product       DEMO      Order     Artical      Contacts      Webboard       FAQ